วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สมุนไพรรักษาโรค


พืชสมุนไพร เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานับพันปี แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา สรรพคุณและคุณค่าของสมุนไพรอันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าภูมิปัญญาโบราณก็เริ่มถูกบดบังไปเรื่อยๆ และถูกทอดทิ้งไปในที่สุด ความจริงคนส่วนใหญ่ก็พอรู้ๆ กันว่า สมุนไพรไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าใช้ประโยชน์ได้จริง และใช้ได้อย่างกว้างขวาง แต่เป็นเพราะว่าเราใช้วิธีรักษาโรคแผนใหม่มานานมากจนวิชาแพทย์แผนโบราณที่มีสมุนไพรเป็นยาหลักถูกลืมจนต่อไม่ติด
ภาครัฐเริ่มกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทยอีกครั้งด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ว่า " ให้มีการผสมผสานการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้ากับระบบบริการสาธารณสุขของชุมชนอย่างเหมาะสม"
บทความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในคำนำของหนังสือ "สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด" ซึ่งเภสัชกรหญิงสุนทรี สิงหบุตรา เภสัชกรด้านเภสัชสาธารณสุข หัวหน้าฝ่ายวิชาการ กองเภสัชกรรม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้รวบรวมและเรียบเรียง ได้บันทึกไว้ ซึ่งต่อมาทางสำนักอนามัยฯ ได้นำหนังสือดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้ประโยชน์ในงานของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ การนี้ ทางโครงการฯ เห็นว่าเนื้อหาในหนังสือมีคุณค่าและให้ประโยชน์กับผู้ที่ร่วมงานกับโครงการฯ รวมถึงบุคคลทั่วไป จึงได้นำขึ้นเผยแพร่ในเวบไซต์โครงการฯ จึงหวังว่าผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลและได้อ่านเรื่องต่างๆ ในเวบไซต์นี้คงได้รับความรู้และอาจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองหรือบุคคลรอบข้างได้ไม่มากก็น้อย..

โขนของไทย



โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย ที่รวมเอาศิลปะหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน โขนเป็นนาฏศิลป์ที่ผู้แสดงต้องสวมหน้ากากที่เรียกว่า “หัวโขน” และเต้นประกอบจังหวะ ร่ายรำหรือตีบทให้เข้ากับคำร้อง บทพากย์และบทเจรจา จึงอาจกล่าวได้ว่า “โขนเป็นที่รวมของศิลป” (ธนิต อยู่โพธิ์ 2508 : 20) ซึ่งจะขอยกตัวอย่างให้เห็นว่า ศิลปะต่างๆ ได้ร่วมไว้ในการแสดงโขนได้อย่างกลมกลืน คือ



1. การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ คนไทยได้รับแบบแผนมาจากขอมตั้งแต่สมัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์เป็นการเล่นตามเรื่องโบราณ ของอินเดีย ซึ่งมีต้นกำเนิดหรือมูลเหตุมาจากตำนาน การกวนน้ำอมฤต โดยผู้เล่นจะแต่งกายเป็นพวกเทวดา ยักษ์และลิง เนื่องจากเป็นการเล่นในพระราชพิธี ดังนั้น ผู้เล่นจึงต้องแสดงท่าทางการชักนาคและอื่น ๆ ตามแบบการแสดงละครมากกว่าจะออกท่าโลดเต้นอย่าง อิสระ “การชักนาคดึกดำบรรพ์" เคยมีอยู่ครั้งเดียวเพื่อกวนน้ำอมฤตและกระทำที่เกษียรสมุทรโดย พระนารายณ์ได้ยก เอาเขาพระสุเมรุมาปักลงกลางเกษียรสมุทรเอานาคพันเข้าโดยรอบ แล้วให้เทวดาชักทาง ด้านหางของนาคและให้พวกยักษ์ชักทางด้านหัวนาค การชักนาคกันคนละทีนี้ ทำให้เขาพระสุเมรุหมุนไปหมุนมาอยู่กลางเกษียรสมุทร ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงขึ้นเหมือนกับการทำเนย เพราะเกษียรสมุทรก็คือ ทะเลน้ำนมในคติของศาสนาฮินดู ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ดึกดำบรรพ์” ก็น่าจะแปลว่า “กวนน้ำ” … เมื่อดูจากภาษาเขมร คำว่า “ดึก” น่าจะมาจาก คำว่า “ตึก” ที่แปลว่า น้ำ และคำว่า “ดำบรรพ์” หากฟังแต่เสียงน่าจะมาจากภาษาเขมรว่า “ตะบัล” แปลว่า ตำหรือกวน การชักนาคที่พันอยู่รอบเขาพระสุเมรุนั้น จะต้องทำให้เขาพระสุเมรุขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งตรงกับอาการตำหรืออาการ ตะบัน ดังนั้น ดึกดำบรรพ์ ก็แปลว่า การตะบันน้ำนั่นเองและการตะบันน้ำนมในเกษียรสมุทรนั้นทำให้เกิด น้ำอมฤตขึ้น ในที่สุด” การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ ต้องเป็นการแสดงที่ใหญ่โตใช้คนแสดงจำนวนมาก ซึ่งต้องมี ค่าใช้จ่ายมาก จึงไม่ค่อยมีแสดงบ่อยนัก อาจแสดงได้เพียงรัชกาลละครั้งตอนต้นรัชกาล และไม่นานนักก็สูญหาย ไปคงเหลือแต่ การแสดงรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่องนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่งที่รู้กันในปัจจุบันว่า “โขน” ครั้งแรก ก็เป็นได้ (คึกฤทธิ์ ปราโมช . 2541 : 42) สิ่งที่โขนได้รับแบบอย่างมากจากชักนาคดึกดำบรรพ์ คือโขนได้นำเอา การแต่งกายของตัวละคร มาใช้ในการแต่งกายของการแสดงโขน (กลับไปด้านบน)
2. กถกฬิ (กะ-ถะ-กะ-ลิ) เป็นละครพื้นเมืองของอินเดียทางใต้ของคาบสมุทรเดกข่าน แสดงในรัฐเกระล่า (Kerala)และแถบฝั่งมลบาร์ (Malabar) เริ่มแรก กถกฬิที่แสดงเรื่องเกี่ยวกับพระกฤษณะต่อมานำเค้าโครงเรื่องของพระรามมาแต่งเป็นโศลก และในระยะหลังๆ ก็นำเรื่องในคัมภีร์ปุราณะต่างมาแสดงด้วย “กถ” (กะ-ถะ) เป็นคำในภาษาสันสกฤต แปลว่า นิยาย “กฬิ” (กะ-ลิ) เป็นคำในภาษามาลยลั่ม (Malayalam) แปลว่าการเล่น แรกเริ่มกถกฬิแสดงได้แต่ในเทวสถานหรือในราชสำนัก เท่านั้น ต่อมาได้รับอนุญาตให้เล่นนอกเทวสถานได้ เพื่อที่จะให้คนชั้นต่ำได้มีโอกาสชมการแสดงได้ ในการเล่นกถกฬิแต่เดิมผู้แสดงต้องสวมหน้ากาก และในระยะหลัง จึงเลิก และใช้วิธีตามแต่งใบหน้าซึ่งเป็นศิลปะที่หวงแหนปกปิดกันมาก มีพิธีรีตองและใช้เวลาในการแต่งหน้านานมากกว่า 10 ชั่วโมง หน้ากากเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ แสดงว่า กถกฬิคงจะเป็นต้นเค้าของนาฏกรรมชาติต่างๆ ในแถบภูมิภาคเอเชีย เช่นละครโนะของญี่ปุ่น โขนของไทย และละครของอินโดนีเซีย เพราะการละเล่นของทั้ง สามชนิดนี้ ต้องสวมหน้ากากทั้งสิ้น โดยเฉพาะโขนของไทยเชื่อว่าคงได้รับอิทธิพลจากกถกฬิ เพราะนอกจากหน้ากากแล้ว ยังใช้ตัวละครที่เป็นผู้ชายเหมือนกันและเรื่อง ที่เล่นเหมือนกัน (นิยะดา สาริกภูติ. 2515 : 31 – 37)

การแสดงโขนน่าจะได้รับอิทธิพลจากละครกถกฬิในด้านวิธีการแสดง นั่นคือผู้แสดงจะ ต้องสวมหน้ากากมีผู้พากย์และผู้เจรจาแทนผู้แสดง ผู้แสดงเป็นผู้ชาย และนอก จากนี้ ธรรมเนียมในการแสดงที่คล้ายคลึงกันคือจะไม่แสดงในเคหสถานคนสามัญธรรมดา (กลับไปด้านบน)


3. กระบี่กระบอง ในสมัยโบราณมีการละเล่นที่เรียกว่า “สรรพยุทธ และสรรพคิลา” ซึ่งมีความหมายดังนี้ “สรรพยุทธ” อาจหมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือที่เรียกกัน ว่า “กระบี่กระบอง” “สรรพคิลา” อาจหมายถึง การกีฬาที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ เช่น “ฬ่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ คลีชง โคน ปล้ำมวย ตีดั้ง ฟันแย้ง เชียงแวง เล่นกล คลีม้า เป็นต้น … การละเล่นที่เกี่ยวกับการต่อสู้ หรือกีฬาเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมธรรมดาของผู้คนทุกเผ่าพันธ์ที่ต่างก็มีวิถีชีวิต และมีพัฒนาการอยู่ใน ท้องถิ่น และในสภาพแวดล้อมเป็นของตัวเองมาแต่ครั้งดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เหมือนกัน ทุกชาติทุกภาษา จึงมักเรียกชื่อการละเล่นเหล่านี้อย่างรวมๆ ว่า “รำอาวุธ” แต่ในเอกสารเก่าเรียก “รำเต้น” โดยมีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า War Dance หรือ “วีรชัย” ที่สมัยหลังเรียก “กระบี่กระบอง” (สุจิตต์ วงษ์เทศ : 2532 : 184 – 185 ; อ้างอิงมาจาก มร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช : 2526 ธนิต อยู่โพธิ์ 2526) กระบี่กระบองเป็นวิชาการต่อสู้ของไทยมาแต่โบราณ เพื่อต้องการฝึกฝนให้เป็นกำลัง ให้แก่ชาติบ้านเมือง แล้วนำมาดัดแปลงมาเล่นประลองฝีมือกันเพื่อความสนุกสนาน ในยามว่างจากการศึก ท่วงท่าของการเคลื่อนไหวของการเล่นกระบี่กระบอง ศิลปะของ เพลงได้นำมาใช้ใน การแสดงโขน เช่น การตรวจพล ยกทัพ ต่อสู้ เป็นต้น (กลับไปด้านบน)
4. หนังใหญ่ เป็นการแสดงที่ใช้แผ่นหนังสัตว์แกะสลัก และเชิดให้ผู้ชมดูภาพหนังที่ทาบบนจอพร้อมทั้ง ฟังเสียงพากย์ เจรจา และดนตรีประกอบ หนังใหญ่เป็นมหรสพที่เล่นกันมาเป็นเวลานานแล้ว เดิมเรียกว่า “หนัง” ต่อมาเมื่อมีการแสดงที่คล้ายกันชั้น จึงเกิดคำเรียกการแสดงหนังแบบดั้งเดิมว่า “หนังใหญ่” และหนัง ที่เกิดขึ้นใหม่ว่า “หนังตะลุง” (สุวรรณี อุดมผล. มปป. : 33)

ในการแสดงหนังใหญ่บุคคลที่มีความสำคัญได้แก่ผู้เชิด และคนพากย์ – เจรจา คนเชิดจะต้องจับตัวหนังชูขึ้น แล้วเต้นตามจังหวะเพลงและคำพากย์ – เจรจา เพื่อให้ตัวหนังซึ่งเป็นภาพนิ่งดูมีชีวิตชีวา นอกจากนี้ผู้พากย์ - เจรจา และผู้เล่นดนตรีเป็นบุคคลสำคัญที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราว ซึ่งผู้พากย์ – เจรจา ต้องรู้จักเพลงหน้า พาทย์เพื่อจะได้บอกให้นักดนตรีบรรเลงเพลงประกอบได้เหมาะกับเรื่อง เรื่องที่ใช้แสดงหนังใหญ่ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องรามเกียรติ์ หรือบางทีก็เล่นเรื่อง สมุทรโฆษคำฉันท์ และอนิรุธคำฉันท์

โขนได้นำเอาศิลปะลีลาการเต้น คำพากย์ – เจรจา และเรื่องที่ใช้แสดง ตลอดจนดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง มาจากการแสดงหนังใหญ่


ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กำเนิดของโขน หรือที่มาของโขนนั้นมาจากากรแสดงหลายประเภท ซึ่งเป็นทั้งการแสดงของไทย และของวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งหลอมเป็นนาฏกรรม ที่ยิ่งใหญ่ และอลังการประเภทหนึ่งของไทย

สำนวน สุภาษิตไทย


สำนวน สุภาษิต คำพังเพยหมวด ค


-คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สำนวนนี้เป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อเวลาไปไหนคนเดียวไม่ปลอดภัยนัก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เรียกว่า ” หัวหาย ” ถ้าไปด้วยกันสองคน ก็อาจจะช่วยขจัดเหตุร้ายหรือเป็นเพื่อนอุ่นใจได้ดีกว่าไปคนเดียว.-คนตายขายคนเป็น หมายถึงคนที่ตายไปแล้ว มีหนี้สินติดตัวอยู่มาก ทำให้คนที่อยู่ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเป็นญาติพี่น้องต้องรับผิดชอบใช้หนี้ และมิหนำซ้ำต้องเป็นภาระในการจัดทำศพ ซึ่งถ้าหากไม่มีเงินเลยก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาทำศพด้วย-คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ เปรียบผืนหนังของสัตว์ส่วนมากย่อมจะมีผืนเล็กกว่าเสื่อ ฉะนั้นสำนวนนี้ก็หมายถึงว่า คนที่จะรักเราจริง ๆ มีน้อยแต่คนเกลียดหรือคนชังเรามีเป็นส่วนมากกว่า
-คนล้มอย่าข้าม ไม้ล้มจึงข้าม แปลว่า คนที่เคยมีอำนาจและวาสนามาก่อน แต่ต้องตกต่ำลงก็อย่าเพิ่งไปคิดดูถูกเหยียบย่ำเข้า เพราะเขาอาจกลับฟื้นฟูขึ้นอีกได้ ไม่เหมือนไม้ที่ไม่มีชีวิตวางทิ้งไว้จะข้ามจะเหยียบอย่างไรก็ได้.-คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล สำนวนนี้ มีความหมายหรือคำบรรยายอยู่ในตัวแล้ว คือคบคนชั่ว คนชั่วก็ชักพาเราให้พลอยไปทำชั่วด้วย ถ้าคบคนดีมีความรู้ ก็ทำให้เราได้รับผลดีหรือได้รับความรู้ดีตามไปด้วย.-ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก หมายความว่า มีเรื่องราวเดือดร้อนเกิดขึ้น ยังไม่ทันจะแก้ไขหรือจัดการให้สงบดี ก็เกิดมีเรื่องใหม่ซ้อนขึ้นมาอีก กลายเป็น ๒ เรื่องขึ้นในคราวเดียว.-ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด สำนวนนี้ หมายถึงคนที่มีวิชาความรู้ดี หรือรู้สารพัดเกือบทุกอย่าง แต่ถึงคราวเกิดเรื่องขึ้นกับตัวเอง กลับจนปัญญาแก้ไข หรือความหมายอีกทางหนึ่งว่า มีความรู้อยู่มากมายแต่ใช้วิชาหากินไม่ถูกช่อง ทำให้ต้องตกอยู่ในฐานะยากจนอยู่เรื่อยมา สู้คนที่ไม่รู้หนังสือเลย แต่หากินจนร่ำรวยไม่ได้-โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ สำนวนนี้ มีประโยคต่อท้ายสัมผัสกันด้วยว่า ” ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ” แต่เรามักพูดสั้น ๆ ว่า ” โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ ” หมายความว่าจะคิดกำจัดศัตรู ปราบพวกคนพาลให้หมดสิ้นทีเดียวแล้ว ก็ต้องปราบให้เรียบอย่าให้พรรคพวกของมันเหลือไว้เลยแม้แต่คนเดียว มิฉะนั้นพวกที่เหลือนี้จะกลับฟื้นฟูกำลังขึ้นมาเป็นศัตรูกับเราภายหน้าได้อีก ทำนองเดียวกับที่ว่า ถ้าเราจะขุดตอไม้ทิ้ง เราก็ต้องขุดทั้งรากทั้งโคนมันออกให้หมดอย่าให้เหลือไว้จนมันงอกขึ้นมาภายหลังได้อีก-คมในฝัก ลักษณะของผู้ฉลาด แต่นิ่งเงียบ ไม่แสดงความฉลาดนั้นออกมาโดยไม่จำเป็น มีความรู้ความสามารถ แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลาก็ไม่แสดงออกมาให้ปรากฏ-ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก ความวุ่นวายเดือดร้อนอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมีไม่รู้จบสิ้นหรือผ่านพ้นไป ความวุ่นวาย เดือดร้อนอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาอีก -คางคกขึ้นวอ คนมีฐานะต่ำต้อย พอได้ดิบได้ดีก็มักแสดงกิริยา อวดดีจนลืมตัว-คลุมถุงชน การแต่งงานที่ผู้ใหญ่จัดให้โดยที่ผู้แต่งงานไม่เคยรู้จักกัน และไม่มีโอกาสเลือกคู่ครองเอง-คว้าน้ำเหลว การทำสิ่งใดด้วยความตั้งแล้วไม่สำเร็จ ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
-คว่ำบาตร ประกาศไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วยไม่ร่วมงานด้วย-คาบลูกคาบดอก ไม่แน่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก่ำกึ่งกันอยู่-คืบก็ทะเลศอกก็ทะเล อย่าประมาททะเลเพราะอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ-คู่แล้วไม่แคล้วกัน คู่ที่เคยสร้างบุญกุศลร่วมกัน เคยเป็นคู่กันมาก่อนย่อมไม่แคล้วคลาดกัน-คลื่นกระทบฝั่ง เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างครึกโครม ทำท่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่แล้วกลับ

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553


พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรและการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน


การเกษตรนั้นถือได้ว่าเป็นทั้งรากฐานและ ชีวิตสำหรับประเทศของเรา เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม. ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นเสมอมาว่า วิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างยิ่ง ก็คือจะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พัฒนาก้าวหน้า เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น

ด้านการเกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนใจด้านนี้ พระองค์ได้เสด็จเยี่ยม ไต่ถามความทุกข์สุขของประชาชน และรับฟังข้อปัญหาเกิดเป็นโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชลประทาน การพัฒนาดิน การวิจัยพันธุ์พืชและปศุสัตว์ เป็นต้น ดังหัวข้อต่อไปนี้
ทรัพยากรน้ำ
ทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยพระราชทานแก่ คณะผู้อำนวยการสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า

หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตนั้นอยู่ที่น้ำ ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้

โครงการตามพระราชดำริของพระองค์ มีทั้งการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสีย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมีทั้งโครงการขนาดใหญ่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วมได้ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่จังหวัดลพบุรี จนถึงโครงการขนาดกลางและเล็กจำพวก ฝาย อ่างเก็บน้ำ โดยพระองค์ทรงคำนึงถึงลักษณะของภูมิประเทศ สภาพแหล่งน้ำ ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ ประชาชนที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบจากโครงการ มาเป็นหลักในการพิจารณา พระองค์ได้ทรงวิจัยและริเริ่มโครงการฝนหลวง เพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้งสำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน
ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และน้ำเน่าเสียในคูคลอง ทรงมีพระราชดำริเรื่องแก้มลิง ควบคุมการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน ลำคลองต่าง ๆ ลงสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ทั้งยังเป็นการใช้น้ำดีไล่น้ำเสียออกจากคลองได้อีกด้วย เครื่องกลเติมอากาศ กังหันชัยพัฒนา ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการเพิ่มออกซิเจน เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งของพระองค์ที่ได้รับสิทธิบัตรจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1223922#ixzz19JQDeYti

สถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ต



ภูเก็ต เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทย ในน่านน้ำทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย มีพื้นที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร ความยาวสุดของเกาะภูเก็ตวัดจากทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 47.8 กิโลเมตร และส่วนกว้างที่สุด วัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกประมาณ 21.3 กิโลเมตร
มีภูมิอากาศแบบฝนเมืองร้อนมีลมพัดผ่านตลอดเวลา อากาศอบอุ่นและชุ่มชื้นตลอดปี มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูฝนเริ่มเดือนพฤษภาคม-ปลายเดือนตุลาคม ฤดูร้อนเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 33 อาศาเซลเซียส ต่ำสุด 23 องศาเซลเซียส ช่วงที่อากาศดีที่สุด อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ไม่มีฝน ท้องฟ้าแจ่มใส อุณหภูมิประมาณ 31 องศาเซลเซียส
ประชากรของจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นคนไทย นอกนั้นมีชาวมลายู แขก ซิกซ์ ปาทานกลิงค์กรูซ่า ชาวเล และชาวต่างชาติอื่นๆ ภาษาที่ใช้ในภูเก็ตมี 2 ภาษา คือ ภาษาไทย ซึ่งใช้ในราชการเป็นภาษากลาง และภาษาท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาปักษ์ใต้ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง อาชีพของพลเมืองในด้านการเกษตร ส่วนใหญ่ทำสวนยางพารา สวนมะพร้าว สวนผลไม้
ในด้านอุตสาหกรรมมีการทำเหมืองแร่ดีบุก แร่วุลแฟรม การถลุงแร่ดีบุก การทำยางแผ่นรมควัน และการทำปลาป่น ปลากระป๋อง เป็นต้น และขณะนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างมาก มีการสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐาน และมีบริษัทนำเที่ยวเกิดขึ้นหลายแห่ง

ประวัติความเป็นมา :
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พื้นที่บริเวณเกาะภูเก็ตได้มีการเรียกขานกันมาหลายชื่อ ได้แก่ แหลมตะโกลา มณีคราม จังซีลอน ภูเก็จ (ซึ่งหมายถึงภูเขาแก้ว) จนกลายเป็นคำว่า “ภูเก็ต” เป็นเมืองที่มีมานาน ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย โดยตัวเมืองอยู่ที่ถลางซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองถลางเดิมมีขุนนางไทยคอยดูแลรักษาผลประโยชน์ เพราะฝรั่งชาติฮอลันดามารับซื้อสินค้าจำพวกแร่ ต่อมาถึงรัชกาลที่ 1 พระเจ้ากรุงอังวะยกกองทัพเข้ามารุกรานหัวเมืองฝ่ายตะวันตกแถบชายทะเลของไทยในปี พ.ศ.2328 โดยแบ่งกองทัพยกไปตีเมืองกระ ระนอง ชุมพร ไชยา ตลอดลงไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช ขณะนั้นกองทัพกรุงเทพฯ ยังติดพันการศึกที่กาญจนบุรียกมาช่วยไม่ทัน พม่าส่งแม่ทัพชื่อยี่หวุ่น ยกทัพเรือมาตีได้ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า แล้วเลยไปตั้งค่ายล้อมเมืองถลางไว้ ขณะนั้นพระยาถลางถึงแก่กรรม ยังไม่ได้ตั้งเจ้าเมืองใหม่ ภริยาเจ้าเมืองถลางชื่อจัน กับน้องสาวชื่อมุก จึงคิดอ่านกับกรรมการทั้งปวงตั้งค่ายใหญ่ขึ้น 2 ค่าย ป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ พม่าล้อมเมืองอยู่เดือนเศษเมื่อหมดเสบียงก็เลิกทัพกลับไป
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องยศให้วีรสตรีทั้งสอง เป็นท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร เป็นที่น่าภาคภูมิใจแก่ชาวเมืองตลอดมา เกาะถลางหรือเมืองถลางได้เปลี่ยนชื่อเป็นเกาะภูเก็ต หรือเมืองภูเก็ตในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภูเก็ต ได้ชื่อว่าเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในด้านความสวยงามของทิวทัศน์ และหาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าใส พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยวครบครัน เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทยในน่านน้ำทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย มีพื้นที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร ความยาวสุดของเกาะภูเก็ตวัดจากทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 48.7 กิโลเมตร และส่วนกว้างที่สุดวัดจากทิศตะวันออก ถึงทิศตะวันตกประมาณ 21.3 กิโลเมตร ภูเก็ตแบ่งออกเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอถลาง และอำเภอกะทู้

วันสำคัญของไทย


ประวัติวันสำคัญ ประจำปี ของประเทศไทย



วันสำคัญ เดือนมกราคม


วันที่ 1 มกราคม : วันขึ้นปีใหม่
วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม : วันเด็กแห่งชาติ
วันที่ 13 มกราคม : วันการบินแห่งชาติ
วันที่ 14 มกราคม : วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ
วันที่ 16 มกราคม : วันครู
วันที่ 17 มกราคม : วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
วันที่ 17 มกราคม : วันโคนมแห่งชาติ
วันที่ 25 มกราคม : วันกองทัพไทย

วันสำคัญ เดือนกุมภาพันธ์


วันที่ 2 กุมภาพันธ์ : วันนักประดิษฐ์
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ : วันทหารผ่านศึก
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ : วันอาสารักษาดินแดน
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ : วันศิลปินแห่งชาติ
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ : วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ : วันสหกรณ์แห่งชาติ
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 : วันมาฆบูชา

วันสำคัญ เดือนมีนาคม


วันที่ 5 มีนาคม : วันนักข่าว/วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ
วันที่ 8 มีนาคม : วันสตรีสากล
วันที่ 13 มีนาคม : วันช้างไทย
วันที่ 20 มีนาคม : วันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ
วันที่ 22 มีนาคม : วันน้ำของโลก
วันที่ 27 มีนาคม : วันกองทัพอากาศ

วันสำคัญ เดือนเมษายน


วันที่ 1 เมษายน : วันออมสิน
วันที่ 1 เมษายน : วันข้าราชการพลเรือน
วันที่ 2 เมษายน : วันอนุรักษ์มรดกไทย
วันที่ 6 เมษายน : วันจักรี
วันที่ 13 14 15 เมษายน : วันสงกรานต์
วันที่ 13 เมษายน : วันผู้สูงอายุ
วันที่ 13 เมษายน : วันประมงแห่งชาติ
วันที่ 14 เมษายน : วันครอบครัว
วันที่ 22 เมษายน : วันคุ้มครองโลก
วันที่ 24 เมษายน : วันเทศบาล

วันสำคัญ เดือนพฤษภาคม


วันที่ 1 พฤษภาคม : วันแรงงานแห่งชาติ/วันกรรมกรสากล
วันที่ 5 พฤษภาคม : วันฉัตรมงคล
ข้างขึ้น เดือน 6 : วันพืชมงคล
ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 : วันวิสาขบูชา
ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 : วันต้นไม้แห่งชาติ
วันที่ 31 พฤษภาคม : วันงดสูบบุหรี่โลก

วันสำคัญ เดือนมิถุนายน


วันที่ 5 มิถุนายน : วันสิ่งแวดล้อมโลก
วันที่ 9 มิถุนายน : วันอานันทมหิดล
วันที่ 24 มิถุนายน : วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
วันที่ 26 มิถุนายน : วันสุนทรภู่
วันที่ 26 มิถุนายน : วันต่อต้านยาเสพติด

วันสำคัญ เดือนกรกฎาคม


วันที่ 1 กรกฎาคม : วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 : วันอาสาฬหบูชา
แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 : วันเข้าพรรษา
วันที่ 29 กรกฎาคม : วันภาษาไทยแห่งชาติ

วันสำคัญ เดือนสิงหาคม


วันที่ 4 สิงหาคม : วันสื่อสารแห่งชาติ
วันที่ 7 สิงหาคม : วันรพี
วันที่ 12 สิงหาคม : วันแม่แห่งชาติ
วันที่ 12 สิงหาคม : วันฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 18 สิงหาคม : วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

วันสำคัญ เดือนกันยายน


วันที่ 1 กันยายน : วันสืบ นาคะเสถียร
วันที่ 6 กันยายน : วันทรงดนตรี
วันที่ 15 กันยายน : วันศิลป์ พีระศรี
วันที่ 16 กันยายน : วันโอโซนโลก
วันที่ 20 กันยายน : วันเยาวชนแห่งชาติ
วันที่ 20 กันยายน : วันอนุรักษ์รักษาคูคลองแห่งชาติ
วันที่ 24 กันยายน : วันมหิดล
วันสำคัญ เดือนตุลาคม


แรม 15 ค่ำ เดือน 10 : วันสารทไทย
ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 : วันออกพรรษา
วันที่ 13 ตุลาคม : วันตำรวจ
วันที่ 14 ตุลาคม : วันประชาธิปไตย
วันที่ 19 ตุลาคม : วันเทคโนโลยีของไทย
วันที่ 21 ตุลาคม : วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ
วันที่ 21 ตุลาคม : วันพยาบาลแห่งชาติ
วันที่ 21 ตุลาคม : วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ
วันที่ 21 ตุลาคม : วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ
วันที่ 23 ตุลาคม : วันปิยะมหาราช
วันที่ 24 ตุลาคม : วันสหประชาชาติ
วันที่ 31 ตุลาคม : วันออมแห่งชาติ
วันที่ 31 ตุลาคม : วันฮาโลวีน/Halloween
วันสำคัญ เดือนพฤศจิกายน


ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 : วันลอยกระทง
เสาร์สัปดาห์ที่ 2 เดือนพฤศจิกายน : วันคนพิการ
14 พฤศจิกายน : วันบิดาแห่งฝนหลวง
20 พฤศจิกายน : วันกองทัพเรือ
25 พฤษจิกายน : วันวชิราวุธ - วันประถมศึกษา
27 พฤศจิกายน : วันสาธารณสุขแห่งชาติ
วันสำคัญ เดือนธันวาคม


1 ธันวาคม : วันต้านเอดส์โลก วันเอดส์โลก
4 ธันวาคม : วันสิ่งแวดล้อมไทย
5 ธันวาคม : วันพ่อแห่งชาติ
5 ธันวาคม : วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
10 ธันวาคม : วันรัฐธรรมนูญ
16 ธันวาคม : วันกีฬาแห่งชาติ
25 ธันวาคม : วันคริสต์มาส (Merry Christmas)
26 ธันวาคม : วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ
28 ธันวาคม : วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

โทดของยาลดความอ้วน


โทษของยาลดความอ้วน

1 Phentermine HCL เป็นยาหลักที่ใช้กดสมองส่วนกลางไม่ให้เกิดความอยากอาหาร ยาชนิดนี้ เป็นยาที่ดัดแปลงมาจากยาแอมเฟตามีน (Amphetamine) ที่ อย. อนุญาตให้ขายในเมืองไทยมีขนาด 15 และ 30 mg ผลข้างเคียงที่อาจพบได้คือ กระวนกระวาย ปวดศีรษะ เหงื่อออก ปากแห้ง คลื่นไส้ ท้องอืด ส่วนใหญ่จะเกิด yoyo effect หลังหยุดยา ไม่ควรใช้เกิน 30 mg /วัน เพราะฉนั้นถามผู้ที่จ่ายยาคุณก่อนรับทุกครั้งนะคะ ลักษณะเม็ดยา มักจะเป็น capsule สี เขียวเข้ม-ขาว,แดง-ขาว,และเป็น capsule ที่เป็นเม็ดเล็กๆข้างใน 2 Thyroid hormone อันตรายมากกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! มีสีต่างๆกัน ในคนปกติ ถ้ากินจะมีอาการเหมือนคนที่เป็นคอพอกเป็นพิษ ใจสั่น วูบวาบ คนจ่ายยามักใช้เพื่อเร่งการเผาผลาญ (metabolism)
3 ยาขับปัสสาวะ มักเป็น lasix หรือ HCTZ เม็ดอาจเป็นสี ขาว ส้ม ฟ้า แล้วแต่ แต่ไม่รู้ให้มาทำไมฉี่บ่อย กินไปก้อออกแต่น้ำอันตรายหนักเข้าไปอีกบ้าจริงๆ เนื่องจากหมอจะใช้เป็นยาลดความดันค่ะ ลองนึกดูว่าถ้าคนความดันปกติไปกินล่ะก้อ ความดันตกฮวบแน่ๆ
4 ยาระบาย อันนี้พอไหวเนื่องจาก phentermine ทำให้ท้องผูก
5 ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าไม่ให้ในขนาดที่สูงเกินไปก้อพอทนรับได้ แต่ถ้าเราไม่ได้กินอาหารเลยล่ะก้อ เสร็จแน่ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดถ้าต่ำกว่า 70 mg/dl ละก้อ จะอ่อนเพลีย แต่ถ้าต่ำกว่า 50 ละก้อ ช้ากแหง่กๆๆๆๆ สถานเดียว
6 Fluoxetin ยาชนิดนี้ เป็นยาลดอาการซึมเศร้า แต่มีผลต่อการลดน้ำหนักด้วย ขนาดปกติที่ใช้คือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน ยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่นอน โดยเชื่อว่ายาจะทำให้ความอยากอาหารลดลง เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาชนิดนี้คือ อ่อนเพลีย ท้องเดิน เหงื่อออก นอนไม่หลับ กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน 7 ยาหลอก มักเป็นพวกแป้ง หรือวิตามิน ใส่เข้าไปในชุดให้มันดูเยอะๆไปยังงั้นแหละ จะได้คิดราคาแพงๆได้ ****** ถ้าได้ยาเป็น capsule สีเทาแดง ละก้อ นั่นแหละ ยาทำปลอมหรือไม่ก้อเป็นยาที่ถูก อย. เพิกถอนไปแล้วเนื่องจากทำให้ !!!! ตายได้ !!!!
### ยาลดน้ำหนักออกใหม่ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
1 Sibutramine (Reductil@ ) มีเพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้น เป็น capsule สี น้ำเงินเหลือง (10mg)' และ น้ำเงินขาว (15mg) ถ้าเป็นสีอื่น ยี่ห้ออื่น ของปลอมชัวร์ ออกฤทธิ์ด้วยการช่วยให้ความอยากอาหารน้อยลง เร่งการเผาผลาญนิดหน่อย ไม่ค่อยเกิด yoyo แต่ราคาแพง 10mg =100bath/capsule, 15 mg= 150 bath/ capsule กินได้วันละไม่เกิน 15 mg และห้ามใช้ร่วมกับ phentermine
2 Xenical อันนี้ดี ช่วยดักจับไขมันที่กินเข้าไปทำให้อึ๊ ออกมาเป็นมันแผล็บ แต่ข้อเสียคือ ก้นมันมาก บางครั้งมีไขมันแพลมออกมาก๊ะตด ด้วย อึ๋ย อึ่ย อึ๋ย อ้วก ลักษณะเป็น capsule สีฟ้า ราคาประมาณ 50 bath/ capsule อาจกินเฉพาะวันที่เรากินอาหารมันมาก ไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน